แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ work and travel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ work and travel แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แชร์ประสบการณ์ การทำงาน/ work and travel


แชร์ประสบการณ์  การทำงานของเด็ก work and travel  ที่อเมริกา 

แชร์ประสบการณ์เด็ก work and travel ว่าเค้าใช้ชีวิตยังไง เอาเรื่องงานก่อน

หลายคนได้ชั่วโมงงานต่ำกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บอกเลยไม่พอกิน ไหนจะค่าบ้าน ค่ากิน นั่นนี่ แต่ละคนจะมีวิธีแก้คือหางานสอง งานสามทำ ไปสมัครรับจ๊อบตามที่ต่างๆ ไม่ต้องอาย ตรงไหนมีร้านอาหาร บริการ ร้านขายไอติม ร้านเม็กซิโก ร้านไทย ไลฟ์การ์ด โรงแรม แม็คโดนัลด์ ขนขยะ ร้านไอติม เด็กเสริ์ฟ เด็กเวริ์คไปมาหมด ถ้ารออย่างเดียว ชีวิตลำบาก


บางคนขยัน ขนาดทำงานได้ชั่วโมงมากอยู่แล้ว ทำงานโรงแรมเสร็จ ไปต่องานร้านไอติม เสร็จจากนั้นไปร้านอาหาร 3 จ๊อบ นอนวันละแค่ 3-4 ชั่วโมง ขยันมาก ได้ประสบการณ์ เหนื่อย แต่คุ้ม ได้เงิน เรียกว่าดึงความสามารถ ความขยัน ออกมาใช้หมด อยู่เมืองไทย คุณหนูไม่เคยทำ มาอยู่อเมริกาต้องทำ เหนื่อยตัวแทบแตก แต่สนุก หลายๆ คนใช้ชีวิตแบบนี้


Credit Pic : Internet




เรียกว่าเดินเท้าหาจ๊อบ ถามเพื่อนฝูงดู ตรงไหนอยากได้คนอะไร ไปสมัครหมด เขียนใบสมัครทุกหนทุกแห่ง เอาไม่เอาไม่รู้ สมัครไว้ก่อน ต้องแข่งกับชาติอื่นๆ ด้วยนะ นักเรียนชาติอื่นก้อเยอะ หลายร้านก้ออยากได้คนที่ทำอาหารเม็กซิโกเป็น (ที่ไม่ใช่ร้านไทย) อาหารเม็กซิกันนิยมในอเมริกา ใครมีฝีมืออันนี้ได้เปรียบ


คือมาต่างประเทศด้วยโครงการนี้ เราต้องทำอะไรเป็น ต้องมีฝีมือบ้าง ถึงจะเอาตัวรอดได้ ถ้ามาแค่ทำงาน เสร็จๆ ก้อเที่ยว มันไม่ได้มาก บางทีเราต้องเจอกับสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น มาแล้วตกงาน ช่วงโลว์ซีซั่น พายุเข้า ไม่มีนักท่องเที่ยว เงียบเหงา ทำงัยอ่ะ บางคนต้องย้ายรัฐมาเลย เสียค่าใช้จ่ายก้อยอม เพื่อความอยู่รอด บอกเลยเด็กเวริ์คส่วนใหญ่ขยันมากกก มีไม่กี่คนนะที่เห็นผ่านตาแล้วหน่อมแน้มๆ


อยู่เมืองนอกต้องอดทน ต้องสู้ บางคนเก่ง ได้เป็นเมเนอเจอร์ด้วย โอ้โห ไม่ธรรมดา ประสบการณ์จริงๆ ระยะเวลาสั้นๆ แต่ทำได้หลายอย่าง

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Ready To Go เตรียมพร้อมที่จะไปต่างประเทศ




จากประสบการณ์ การเข้าร่วมโครงการอะไรก็ตาม ต้องเตรียมตัวให้พร้อม พร้อมที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ศึกษาข้อมูลให้เยอะๆ เตรียมตัวดี พอเกิดปัญหาจะหวังพึ่ง สถานทูต ไม่ง่าย เป็นเรื่องเราระหว่างโครงการ สถานทูตทำได้แค่ช่วยเจรจา (แค่บางเคส ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง) ได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง นักศึกษาต้องมีความพร้อมที่จะดูแลตัวเองได้ มีความพร้อมภาษาในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ว่าโอ๊ยเพื่อนภาษาห่วยยังไปได้ โชคดีไม่ได้เกิดกับทุกคน เวลาไปต่างประเทศ อยู่ต่างประเทศ เราต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากที่สุด


*** ภาษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเอาตัวรอดทุกเรื่อง
*** ข้อมูล สำคัญมาก ต้องชัดเจน
*** ความรับผิดชอบตัวเอง พยายามมีความพร้อมเสมอ

---- หลายคนโชคดี แต่หลายคนก็โชคไม่ดี (ภาษิตคิดเอง)


                         (ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)




ความพร้อมคือ

1.เข้าใจในสัญญา Contract Agreement สำคัญมาก ทำงานต่างประเทศจะออแพร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียด ให้เข้าใจ ก่อนเซ็น เพราะสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ หรือของประเทศนั้นๆ (ขนาดภาษาไทย สัญญาหลายฉบับยังเข้าใจยากเลย)

2.ข้ออ้างที่ว่าภาษาไม่ดี ใช้ไม่ได้กับ work and travel แน่นอน ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ต้องมีความพร้อมในภาษา ต้องเจอผู้คน ต้องใช้ในชีวิตจริง เอเจนซี่ (ที่เมกา) จะไม่รับพิจารณาข้อจำกัดทางภาษา ผิดสัญญาปุ๊บ หาส่งกลับปั๊บ ถ้าเป็นออแพร์ โฮสต์จะใช้อ้างว่าออแพร์ภาษาไม่ดี อ้างรีแมช เปลี่ยนออแพร์


(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)


3.สัญญาครอบคลุมหลายเรื่อง ต้องเข้าใจก่อนเซ็น อ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ หากผิดสัญญาอาจถูกบริษัทยกเลิกสัญญาได้

4.น่าอายเรื่องหนึ่ง ตัวแทนโครงการในประเทศไทย พอนักศึกษาเกิดเรื่อง เขียนจดหมายไปหาเอเจนซี่ด้วยกันที่อเมริกาขอผ่อนปรน แต่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง (จากเนื้อหา) แสดงถึงความไม่พร้อมของเอเจนซี่ (พูดง่ายๆ ไม่เป็นมืออาชีพ) นอกจากนักศึกษาพร้อม เอเจนซี่ก็ต้องพร้อม การเลือกเอเจนซี่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

..................................................................................

ต่อ  เรื่องปัญหา Work and Travel (แชร์ประสบการณ์ตัวเอง)

ตอนอยู่อเมริกา เป็นพนักงานเตรียมอาหารเช้า เริ่มงาน 6 โมงเช้า แต่ต้องตื่นตี 5 ถ้าคนปกติก็คงตื่นกันได้ แต่สำหรับตัวพี่เอง ไม่ค่อยสู้งาน เคยหยุดงาน โดยไม่ได้บอกนายจ้าง (ตื่นสาย ไปทำงานไม่ไหว อากาศหนาว) หยุดแบบดื้อๆ 3 ครั้งติดต่อกัน โดนหัวหน้าแผนก หัวหน้าของหัวหน้า จนผู้จัดการโรงแรมเรียกไปถาม ถ้าหยุดอีกต้องหางานใหม่ (ไล่ออกแบบสุภาพ ตอนบอกก็ใช้คำพูดนุ่มนวล) หางานใหม่ ถ้าหาไม่ทัน จะถูกบอกเลิกสัญญา

*** ทำงานกับฝรั่ง ต้องตรงเวลา มีความรับผิดชอบสูง กระตือรือร้น ใช้นิสัยคนไทยไม่ได้ ขี้เกียจ เซ็ง เบื่อ อยากหยุดก็หยุด ไม่ได้ หางานไม่อย่างเดียว ถือว่าขาดความรับผิดชอบ

*** การหยุดงานต้องได้รับอนุญาต ยกเว้นป่วยมากๆ หอบสังขารมาไม่ไหว (ทำบ่อยๆ ถูกไล่ออก)

*** หยุดงาน ก็หยุดเงิน ทำงานจ่ายกันเป็นวีค 2 วีคจ่ายเช็ค 1 ครั้ง

*** หยุดเงิน แต่หยุดค่าบ้านไม่ได้ จ่ายตามปกติ หยุดกินไม่ได้อีก
โพสต์ข้อความข้างล่าง

"ทั้งนี้บริษัทได้แจ้งด้วยว่า ก่อนหน้านี้ นักศึกษาหญิงทั้งสองได้หยุดงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งได้มีการกำชับกันไปครั้งหนึ่งแล้วว่าการกระทำของนักศึกษาทั้งสองถือเป็นการผิดสัญญาและอาจถูกบอกเลิกสัญญาได้"

........................................................................................................

พูดถึงเรื่องการไปเวริ์คที่อเมริกา หรือเรียกว่า “เด็กเวริ์ค” โครงการนี้ พี่แนะนำ น่าสนใจ แต่ค่าใช้จ่ายพอสมควร เป็นแสนๆ อยู่ได้ 4 เดือน ใครที่หวังไปฟันกำไร หรือไปทำงาน อย่าหวัง น้อยมากที่จะหอบเงินกลับ ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่ามัดจำบ้าน ค่ากินอยู่ ค่าเที่ยว ค่าใช้จ่ายจิปาถะ และค่าแรง หารกันแล้ว ขาดทุน เท่าทุน ติดลบ หรือได้กำไรนิดหน่อย แต่ได้ประสบการณ์เพียบ ขอยืนยัน ช่วยเหลือตัวเองอย่างมาก แต่เด็กเวริ์คเก่งกันทุกคน ที่เห็นมาจากตาตัวเอง สนุกสนาน เที่ยวจริงรัยจริง เกิดมาเพื่อเที่ยวอย่างเดียว สะใจมาก

เคยถูกบริษัทตัวแทนที่อเมริกายกเลิกงาน CETUSA นี่แหละ เซ็นสัญญางานแล้วต้องเปลี่ยนใหม่ เรื่องเวริ์คปัญหาเยอะ ใครจะไปเวริ์ค ถ้ามีผู้ปกครองคอยตามเรื่องเอกสาร ติดตามโครงการ จะดีกว่านักศึกษาดำเนินการเอง เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงมาก การเลือกเอเจนซี่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

...........................................................................................

ตัวอย่างปัญหาของเด็ก Work and Travel


ตัวอย่างสำหรับผู้ที่จะมาโครงการ Work and Travel ปัญหาจุกจิกมี

เยอะ... โดยเฉพาะปัญหากับนายจ้าง เด็กเวริ์ค (เพื่อนๆ หลายคน) จะปะฉะดะกับนายจ้างเสมอ เช่น หักภาษีบางชนิด จ่ายเงินน้อยกว่าการทำงาน ทำงานไม่เป็นเวลา งานน้อยเงินน้อย ช่วงหน้า Low season ไม่มีคนมาเที่ยว ก็ไม่มีงาน บางคนต้องกลับบ้านไป หรือไม่ก้อหางานอื่นแทน 


ปัญหาเรื่อง Work & Travel จะเป็นคล้ายๆ กันแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่ได้ประสบการณ์มาก หลายคนบอกว่าคุ้ม ถึงจะขาดทุน เท่าทุน ได้กำไรนิดหน่อยก็เหอะ แต่คุ้ม
ครั้งหนึ่งเคยมีข่าวนักศึกษาที่ไป Work & Travel 13 คน สาวๆ ทั้งนั้น มีปัญหาที่พักและการทำงาน อยู่แมรี่แลนด์ ใกล้วอชิงตันดีซี
ที่อยู่อาศัย : เด็กอยู่กัน 13 คน ห้องละ 4-5 คน (เพิ่มเติม อยู่กันได้เพราะเตียงสองชั้น ห้องละ 2-3 เตียง) ห้องครัวเล็กกว่าส้วมโรงแรม เจ้าของบ้านอยู่ชั้นบนสุด เหม็นมากๆ

ค่าเช่า : เด็ก ๆต้องจ่าย อาทิตย์ละ $80.00 ต่อคน เดือนละ $320.00 ค่ามัดจำอีก $150.00 เด็กต้องเสียเดือนแรก $450.00 ห้องเก็บเสื้อผ้าไม่มี เสื้อผ้าต้องกองไว้ที่พื้นเต็มไปหมด
การทำงาน : บางคนได้ชั่วโมงน้อยกว่าที่ตกลงก่อนมา บริษัทหางานให้ไม่ได้ ที่ทำงานไกล
เด็กๆ ที่เข้าร่วม : ล้วนแต่มีสตางค์ พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกๆ มาอยู่กันแบบนี้
สิ่งที่หลายคนเห็นตามสื่อ : สถานะการณ์เลวร้ายต่างๆ เด็ก ๆ มักจะไม่พูดถึงหรือบอกให้เพื่อน ๆ รู้ จะเอาสิ่งที่ดีแค่ฉากเดียวไปบอกเพื่อน เช่นมีถ่ายภาพกับสิ่งสวย ๆ แล้วโพสต์ในเฟซบุ๊ค จนมีเพื่อนทางเมืองไทยตอบไปว่า อยากจะไปด้วย ซึ่งความจริงไม่เป็นอย่างนั้น

ข้อมูล (ข้างบน) จากไทยทาวน์ทูเดย์ และภาพจากอินเตอร์เน็ต

ส่วนอีกปัญหาที่คล้ายกัน  นอกจากเด็กเวริ์คแล้ว ก็มีที่อยู่อาศัยของนักเรียนต่างชาติที่ประเทศออสเตรเลีย  กระจุกกันอยู่คับแคบแออัด ทรมาน  แต่ต้องอยู่  เพราะที่พักอยู่ในเมือง

ในอเมริกา เด็กที่ไป Work and Travel ก็ประสบปัญหาแบบนี้บ่อย เจ้าของบ้านจะปล่อยให้พวกรัสเซียเป็นนายหน้า เก็บค่าเช่า และยัดนักเรียนอยู่กันห้องละ 4 คน เด็กเวริ์คอยู่ได้นะ แค่ 4 เดือน แต่คนที่อยู่นานๆ ลำบากเรย พวกนี้เอาเปรียบมาก เงินเราก็จ่ายเท่ากับคนปกติเช่า ควรจะได้ห้องละไม่เกิน 2-3 คน นายหน้ารัสเซียพวกนี้ยัดนักเรียนต่างชาติไทย ยูเครน ตุรกี มอลโดวา แอฟริกัน ฟิลิปปินส์ ผสมมั่วหมด ขอให้ได้ตังค์

.........................................................................................................

เมลเบิร์นเจอปัญหาสลัมบนตึกสูง ธุรกิจให้เช่าผิดกฎหมายเปิดกันดาษดื่น



สลัมบนอาคารสูง  เปิดให้เช่าที่พัก 7 ถึง 8 คนต่อห้องในเมลเบิร์น
สลัมบนอาคารสูง เปิดให้เช่าที่พัก 7 ถึง 8 คนต่อห้องในเมลเบิร์น
21 มิ.ย. 2015 ที่อยู่อาศัยบนอาคารสูงในนครเมลเบิร์นอย่างน้อย 80 แห่งได้ถูกใช้เป็นแหล่งธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย โดยมีเหยื่อเป็นนักศึกษาต่างชาติ ด้วยการให้เช่าพื้นที่ขนาดพอวางเตียงนอนเดี่ยว (single bed) ในอัตราสัปดาห์ละ 140 เหรียญ
ภายใต้กฎหมายของรัฐวิกตอเรียจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายหากทำการแยกผู้ให้เช่าที่พักอาศัยมากกว่า 3 คนขึ้นไปโดยปราศจากการจดทะเบียนให้เช่าห้องพัก (room) แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับพบว่ามีการเสนอให้เช่าเตียงที่พัก (bed) จำนวนหลายรายในเว็บไซท์ Gumtree
เป็นต้นว่า อพาร์ทเมนท์ขนาดหนึ่งห้องนอนของอาคารที่ย่าน Docklands ถูกพบว่าเสนอให้เช่าเตียงถึง 6 เตียง โดยมีเตียงสองชั้น จำนวน 4 เตียงอยู่ในห้องนอน และเตียงสองชั้นอีก 2 เตียงอยู่ภายในห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ ด้วยการแชร์ร่วมกับนักศึกษาหญิงจากประเทศต่าง ๆ ให้เช่าในอัตราเตียงละ 140 เหรียญต่อสัปดาห์
ที่อาคาร Russell Place Tower ได้โฆษณาหานักศีกษาเช่า 3 คนร่วมกันแชร์ที่พักภายในห้องรับแขกในอัตรา 99 เหรียญต่อสัปดาห์ แต่ระบุผู้เช่าต้องเป็นคนเอเชีย ด้วยเหตุผลของความมีวัฒนธรรมเดียวกัน
โฆษณาให้เช่าเตียงนอนในนครเมลเบิร์นที่ปรากฎในเว็ปไซท์ Gumtree จะพบว่าเมื่อโฆษณาเดิมถูกถอนออกไป จะโฆษณาใหม่จะเข้ามาแทนที่ โดยจะมีโฆษณาไม่ต่ำกว่า 10 โฆษณาในทุกเวลา
ห้องเช่าในระดับที่ให้คุณภาพดีขึ้นมาหน่อย ด้วยการรับอยู่อาศัยน้อยลง เป็นโฆษณาให้เช่าอพาร์ทเมนท์ขนาด 2 ห้องนอนที่เลขที่ 350 ถนน William St.   โดยเสนอให้เช่าจำนวน 6 คนในอัตราคนละ 165 เหรียญต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังเป็นการให้เช่าโดยไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน
แลนด์ลอร์ดรายนี้ ถูกพบว่าได้ลงทุนในอพาร์ทเมนท์จำนวน 9 แห่ง ด้วยการให้เช่าภายใต้ชื่อแตกต่างกัน 3 ชื่อ แต่ใช้โทรศัพท์หมายเลขเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่าการทำธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายในเมลเบิร์นกระทำโดยผู้ที่อยู่ในต่างประเทศ การโฆษณาหาลูกค้ายังรวมถึงการใช้เว็ปไซท์ภาษาต่างประเทศ ทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการสืบสวนสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิดความผิดกฎหมายที่แท้จริง
ผู้เช่าซึ่งเป็นนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า พวกเขาจ่ายเงินให้กับใคร เพราะแลนด์ลอร์ดได้กำหนดให้ชำระค่าเช่าด้วยการนำเงินย่อนไว้ในตู้จดหมายนิรภัยหรือมีผู้ทำหน้าที่ดูแลและซ่อมแซมที่พักเป็นผู้เก็บค่าเช่าแทน
สำนักงานดับเพลิงนครหลวง (MFB) กล่าวว่า เหตุการณ์เพลิงไหม้อพาร์ทเมนท์ครั้งใหญ่ในย่าน Docklands ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้นเพลิงมาจากห้องเช่าที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น   สิ่งของและเสื้อผ้าของพวกเขาได้กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และถือเป็นโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต
นอกจากนั้นยังมีข้ออ้างว่า หลังจากเพลิงไหม้แล้ว อาคารที่พัก Lacrosse บริเวณใกล้เคียงกันได้เสนอให้เช่าเตียงในระบบเป็น “กะ” ผลัดกันเข้านอน แบบขูดรีดเอากับนักศีกษาต่างชาติที่ไม่มีทางเลือก
โฆษกหญิงของเทศบาล Melbourne City กล่าวว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของเทศบาลต้องประสบความยุงยากในการกวาดล้าง เนื่องจากการเข้าตรวจแต่ละครั้งต้องมีหมายขอตรวจค้น แล้วยังพบอุปสรรคนานาชนิด เช่นในเรื่องของลิฟท์แทบทุกอาคารเป็นระบบเซคคิวริตี้ล็อค, หากสามารถไปถึงห้องที่ให้เช่าก็พบว่าห้องถูกล็อคปิดตาย, รวมถึงเจ้าหน้าที่ถูกข่มขู่จะทำร้ายเป็นต้น
นอกจากนั้นผู้เช่ายังไม่ให้ความร่วมมือ   เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถจ่ายค่าเช่าที่พักอย่างถูกกฎหมายที่มีอัตราค่าเช่าส่วนใหญ่ 250 เหรียญต่อสัปดาห์ขึ้นไป
โฆษกหญิงกล่าวว่า ขณะนี้มีที่พักในย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) เพียง 9 แห่งที่มาขอจดทะเบียนรับผู้เช่าเกินกว่า 3 ราย และในส่วนอื่น ๆ ของเขตเทศบาล Melbourne City อีก 61 แห่งเท่านั้น
 โฆษณาในเว็ปไซท์ Gumtree ให้เช่าเตียงในห้องนั่งเล่น อยู่รวมกับผู้อื่นอีก 5 คนในอพาร์ทเมนท์ในราคาคนละ 120 เหรียญต่อสัปดาห์
โฆษณาในเว็ปไซท์ Gumtree ให้เช่าเตียงในห้องนั่งเล่น อยู่รวมกับผู้อื่นอีก 5 คนในอพาร์ทเมนท์ในราคาคนละ 120 เหรียญต่อสัปดาห์

ข้อมูลจากเว็บนี้คลิกเข้าอ่านเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มได้เลย  คลิกที่นี่
ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์  http://jingjonews.com/ 

ส่วนข้างล่างก็เป็นอีกกรณีหนึ่งของปัญหา เด็กเวริ์ค 

คลิกที่ภาพจะขยายใหญ่  อ่านสบายตา





------------------------------------------------------------------------------------------------

การสัมภาษณ์วีซ่า J-1/J-1 Visa


การสัมภาษณ์วีซ่า ของสถานทูตอเมริกา สำหรับนักเรียนวีซ่า J-1 ออแพร์และเด็กเวริ์ค 

***วีซ่าผ่าน พลาสปอร์ตไม่ได้คืน/ วีซ่าไม่ผ่าน ได้คืนพลาสปอร์ต

ตอนพี่สัมภาษณ์ เป็นภาษาไทยทั้งหมด ง่ายมากก คนสัมภาษณ์ใจดี เห็นเราซื่อๆ มั้ง ผ่านเฉย นักศึกษาคนอื่นๆ ที่มาสัมภาษณ์ งงมาก นางสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย ตอบคำถามเหมือนไม่ได้ตอบ นางดูงงๆ แต่นางได้วีซ่า

มีคำถามสำคัญที่เค้าถาม "ใครเป็นสปอนเซอร์ให้คุณ" 

"ใครวะ" (คิดในใจ) จะตอบว่าเอเจนซี่หรือจะตอบ ว่าผู้ปกครอง เลือกตอบว่าลุง "ลุงทำงานอะไร" "ไม่ได้ทำค่ะ" เป็นอาสาสมัครฟรี

เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์มองหน้า คงคิด ไม่ได้ทำแล้วมีเงิน Support ได้งัย (ตอนสัมภาษณ์ซื่อมาก ทั้งแววตา ขนาดตอบภาษาไทยยังซื่อ)

*** ใครเป็นสปอนเซอร์ ทำอะไร อาชีพอะไร เค้าถาม พาซื่อซ้าา  ตอบตรงๆ ไม่ได้ทำงาน (ตอบแบบนี้เสี่ยงมาก)

** ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ได้ทำงานจริงจัง มีตังค์เหมือนคนอื่น มีแต่ทำงานฟรี

แต่ยังไงก็ตาม  ได้วีซ่าผ่านแบบฉลุยยย....


ข้อมูลการสัมภาษณ์และการเตรียมตัว



(1)
(2)


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Different between Work and Travel and Aupair


ความแตกต่างระหว่าง  work and travel กับ Au pair 

work and travel ต่างจากออแพร์ ตรงที่การกลับเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง กลับมาอีก 2 ครั้งยังได้ ไม่มีกฎห้าม

การทำงานของ work and travel ห้ามเป็นคนสวน พี่เลี้ยงเด็ก ทำงานตามบ้าน แต่ทำกับบริษัท ร้านค้า องค์กร โรงแรมได้หมด

ส่วนออแพร์ ต้องมีนายจ้างเดียว ทำกะโฮสห้ามทำกะนายจ้างอื่น และกลับมาเป็นออแพร์อเมริกาอีกครั้ง ไม่ได้ ออแพร์อเมริกาเป็นได้ครั้งเดียว แถมติดกฎ 2 ปีอีก (ไม่เคยได้ยินว่าออแพร์เมกาเป็นได้แล้วเป็นอีก ไม่เคยเห็นตัวอย่าง)




Visa Questions and Answers.


ถามตอบ 5 ข้อ เกี่ยวกับวีซ่าอเมริกา

โครงการแลกเปลี่ยนเช่นออแพร์ เวริ์ค เทรนนิ่ง ฯลฯ ใช้ได้หมด

1.ได้รับวีซ่าแล้วควรออกเดินทางเมื่อไหร่
ตอบ วีซ่าจะออกให้เมื่อไหร่ก็ตาม เราสามารถเดินทางได้ล่วงหน้า 30 วัน ก่อนวันเริ่มต้นโปรแกรมที่ระบุไว้ใน ฟอร์ม DS-2019

2.ระบบ ระบบ SEVIS (ซีวิส) คืออะไร
ตอบ  ย่อมาจาก  Student and Exchange Visitor Information System (SEVIS) เป็นระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์ นักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฯ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะต้องชำระก่อนที่จะสัมภาษณ์วีซ่า

3.กฏ 2 ปีคืออะไร คนที่มาอเมริกาแล้วจะรู้จักตัวนี้อย่างดี 
ตอบ ตามกฎสำหรับผู้มาแลกเปลี่ยนต้องกลับประเทศและพำนักบ้านเกิดตัวเองเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่จะไปอเมริกาได้อีกครั้ง

4.อยากเปลี่ยนสถานะวีซ่าจาก J-1 เป็นสถานะวีซ่าอื่นทำยังไง ตอนอยู่อเมริกา
ตอบ ต้องดูว่าวีซ่าที่เราจะเปลี่ยนนั้น ติดเงื่อนไขของกฎ 2 ปี หรือเปล่า สถานทูตจะพิจารณาหลายอย่างว่าเปลี่ยนได้หรือไม่ แต่ถ้ามีเงินโชว์พอ หรือเครื่องแสดงสถานะที่มั่นคง อาจได้รับการยกเว้น

5.กฎ 2 ปียกเว้นได้มั้ย
ตอบ บางกรณี เช่นเปลี่ยนเป็นวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน วีซ่าถาวร ขึ้นอยู่กับสำนักวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ตัดสินใจ

*** วีซ่าเปลี่ยนสถานะได้แต่ไม่แนะนำ
*** ออแพร์แต่งงานได้ แต่ผิดสถานะของการเป็นออแพร์ (อย่าว่าแต่อเมริกาเลย ประเทศที่เค้าเข้มงวดก็ประมาณนี้เหมือนกัน)


ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต 







J-1 Visa and DS - 2019



ว่าด้วยเรื่อง J-1 Visa 

วีซ่าตัวสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าประเทศอเมริกา เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน Exchange Program เช่น โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม AFS, Au pair, work and travel, Work and study, Internship

วีซ่านี้มีกฏสำคัญที่สุดคือ
"อเมริกาคาดหวังว่าผู้ที่ไปวีซ่านี้ ต้องเดินทางกลับประเทศทันทีหลังจากที่จบโครงการ"

หัวใจสำคัญของการขอวีซ่าเข้าประเทศอเมริกา เค้าจะถามว่า คุณจะกลับมาป่ะ... ต้องตอบว่ากลับ อย่าตอบว่าไม่กลับหรือชั้นจะอยู่ต่อ เปลี่ยนสถานะเป็นวีซ่านักเรียน เพราะจะโดนแบน โดนเบรกวีซ่าทันที

J-1 คือ วีซ่าสำหรับผู้มีสปอนเซอร์ จากโครงการใดโครงการหนึ่ง (สปอนเซอร์ของออแพร์คือ ชื่อเอเจนซี่ในต่างประเทศที่เราสังกัด และดีลกับเอเจนซี่ไทย) ต้องเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจบโครงการ
*** ระยะเวลาการอยู่ในสหรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับ I20/DS-2019
*** ใบ I20/DS-2019 จะถูกเย็บติดกับพลาสปอร์ตด้านหลัง แผ่นยาวๆ

ภาพตัวอย่างประกอบ ตรงหมายเลขพลาสปอร์ต ต้องมีเลขนะ...อันนี้ตัวอย่างเค้าทำไว้ขำๆ แต่หน้าตาเป็นแบบนี้แหละ อ้อลืม... ภาพถ่ายต้องเห็นหู...จำไว้เห็นหู...


ขอบคุณภาพจาก
 www.frenchdistrict.com/






การขอ DS 2019 เป็นเอกสารที่ทรงพลังมาก 

*** ระยะเวลาการอยู่ในสหรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับ I20/DS-2019
*** ต่อให้วีซ่าเราหมดอายุ แต่เราอยู่ต่อได้โดยไม่ผิดกฎหมาย อยู่ในสถานะนักเรียนได้ ถ้า I20/DS-2019 หมดอายุ ต้องออกนอกประเทศทันที

DS 2019 

คือ เอกสารที่ออกโดยสถานศึกษาที่ตอบรับให้นักเรียนเข้าศึกษา หรือ
ได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐฯ ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาตามหลักสูตร (หรือตามระยะเวลาโครงการแลกเปลี่ยน)

***สำคัญมาก เมื่อได้รับแล้ว ต้องถ่ายเอกสารไว้ ถ้าเอกสารหายโดยเฉพาะตัวนี้ มันยุ่งยากมาก ปวดหัวเลยแหละ



ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ตัวอย่าง DS 2019






วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Choosing Location City or Country.



สำหรับออแพร์   ตัวช่วยที่จะเลือก  Host family อีกอย่างก็คือ Area หรือพื้นที่  ที่เราจะไปอยู่ด้วย  ออแพร์หลายคนตื่นเต้น  อยากไปเที่ยว  ไปแฮงค์เอาท์  แต่บางคนก็ชอบอยู่กับธรรมชาติ  การเลือกสถานที่ก็มีความสำคัญ  เป็นปัจจัยที่จะเลือกโฮสต์ด้วย  (ไม่แค่ออแพร์ นักเรียนที่ไปนอกก็ควรรู้) 



เปรียบเทียบให้ดูระหว่างเมืองกับนอกเมือง 

City - การคมนาคมสะดวกสบาย ถ้าอยู่ใน Downtown เช่นนิวยอร์ค วอชิงตัน บอสตัน  ชิคาโก เมืองใหญ่ ไม่ต้องพูดถึง Subway, Amtrak แท็กซี่ บัส เมล์ วิ่งกันตลอด อย่างเมืองหลวงออสโลนอร์เวย์ ซื้อตั๋วเดียวไปได้ทั้งโซนที่เค้ากำหนด กว้างมาก ไม่ต้องซื้อเพิ่ม ตั๋วเดียวเที่ยวทั่ว ทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟใหญ่ บัส หรือแม้กระทั่งเรือข้ามฟาก (ตั๋วมีระยะเวลา ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋ว) แต่ถ้าออกจากโซนเมืองหรือไกลกว่านั้น ขึ้นลงแต่ละอย่างจ่ายทุกครั้ง  


Country - รถ เรือ มาเป็นเวลา ถ้าเรากลับดึกดื่นตกรถตกรา รอทีเหงือกแห้ง ยิ่งถ้าดึกขอโทษค่ะ รถหมด แท็กซี่เท่านั้น  แท็กซี่นอกเมือง ไม่ใช่อยู่ๆ เดินไปโบกนะ  ที่เมกาต้องโทรจอง ถ้ารู้ว่ากลับไม่ทัน แต่นอร์เวย์ไม่ต้อง  แค่สบตาพี่แท็กซี่ก้อมาแล้ว  พี่เค้ารู้งาน  สตาร์ท 500 บาท  จะไกลจะใกล้ 50 เมตรก็ 500 บาท  ที่นอร์เวย์นะ  นั่งบ่อย  

ส่วนแท็กซี่ที่่สนามบิน  ถ้าเราเดินออกมาสักหน่อย  จะมีคิวแท็กซี่จอดเต็มตามคิวอยู่  เข้าไปเรียกได้ ไปประเทศไหนก็เห็นแท็กซี่เรียกได้เลย  มีแต่ประเทศเรานี่แหละลองไปทะเลอทะล่าเรียกแท็กซี่คันที่หลงเข้ามาในสนามบินสิ  แท็กซี่คันนั้นโดนเละเลย  

*Taxi เมกาเหมือนบ้านเราที่ไหน  ไปกี่คนก็ยัดได้หมด  ที่นี่นั่งตามเบาะ  รวมคนขับนั่งได้แค่ 4 คน  เกินนั้นต้องเรียกแท็กซี่คันใหญ่  มานั่งยัดเยียดเบียดเสียดขี่กันบนตักเหมือนบ้านเราไม่ได้  

** ต้องจ่าย Tip ด้วย ไม่ใช่พอถึงที่สะบัดตูดไป   พี่แกจะตามไม่ลดละเลย  ธรรมเนียมเมกาต้องจ่ายทิป อยู่ที่ประมาณ 10%  ดูดีหน่อยจ่ายไป 15% อย่าว่าแต่แท็กซี่เลย  สากกะเบือเรือรบ  อะไรที่เกี่ยวกับบริการควรให้ทิปเค้า  เช่นตัดผม  ไปพักค้างที่โรงแรม  ไปสั่งอาหารกินที่ร้าน ก็ต้องทิป  จะเป็นร้านจีนร้านเวียดนามก็ควรให้ทิป  

City - ไม่เหงามีผู้คนพลุกพล่าน  ไปไหนก็คน  มีร้านอาหาร  แหล่งช็อปปิ้ง สถานบันเทิง แหล่งเอ็นเตอร์เทนต่างๆ  เพื่อนๆอยู่ในเมืองกันเยอะ  แต่สิ่งแวดล้อมเป็นพิษเยอะกว่า  ผู้คนเร่งรีบขวักไขว่ เฉยเมยมากกว่า  

Country -  หว่าเว้  เหงา  สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย  แต่ปรับตัวสักพักก็ชิน จะรู้สึกว่า โอ้โห บ้านนอกนี่ยอดเยี่ยมนะ  ทั้งสงบ  ธรรมชาติก็สวย  มีเวลาอ่านหนังสือ ทำโน่นนี่นั่น พักผ่อนได้เยอะเลย  ผู้คน  สิ่งแวดล้อมเป็นมิตร  ผู้คนจิตใจดีกัน  เพราะเค้าอยู่กับธรรมชาติมากกว่า 

City - อยู่ในเมือง  ถึงบางที่ตั๋วเดียวเที่ยวได้โลด  อย่าลืมว่าเวลาเราไปในเมือง  อดที่จะไม่เที่ยว ช็อปปิ้งกระหน่ำซัมเมอร์ได้หรือเปล่า  ต่อให้ค่าเดินทางน้อย  แต่ค่ากิน ค่าเที่ยว  สิ่งล่อตาล่อใจเยอะ  เงินจะเหลือมั้ยเนี่ย...  

Country -  เก็บตังค์ได้เยอะกว่า  เพราะเราไม่ได้ไปช็อปตลอด  อยู่บ้านบ้างอะไรบ้าง  มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น  เก็บตังค์ไว้เที่ยวทีเดียว  เวลาเราได้วันหยุดเยอะๆ ไปเลยค่ะ  เอางบนี้ไปเที่ยวเลย 

City - มีแสงสีบันเทิง จัดงานบ่อย  สำหรับคนชอบเที่ยว อันนี้ดีมาก  แต่เหนื่อยหน่อย  ต้องตื่นเช้ามาทำงาน  ยิ่งเป็นออแพร์ต้องเก็บหอมออมแรงกับเด็กอีก

Country - อุ๊ย อย่าว่าคันทรีไม่มีนะคะ  แสงสีเค้าก็จัดตลอดเหมือนกัน  แต่เราต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสาร อย่าลืมไปว่าผู้คนก็ชอบเที่ยว  เค้าต้องมีกิจกรรมอะไรบ้างแหล่ะ ตามรัฐ ตามเมืองที่เราอยู่ เราก็ไปแจมประปรายได้  

City - ส่วนใหญ่เดินทางโดยขนส่งต่างๆ ไม่ค่อยได้ออกกะลังกายขี่จักรยาน  บางที่อาจขี่ แต่คนจอแจเหลือเกิน  อากาศก็แย่งกันสูด  

Country - ได้ขี่จักรยาน  สูดอากาศเต็มปอด ไม่ต้องห่วง  มีเลนจักรยานให้ สูดเข้าไปอากาศต่างประเทศ  โอโซนเยอะกว่า

จะอยู่ในเมืองหรือจะอยู่นอกเมืองก็ต้องวางแผนการเดินทางทั้งนั้น  อเมริกาเดินทางสะดวกก็จริงแต่ว่า ต้องตรงเวลา  กางแผนที่ไว้เลย แผนที่รถจะมากี่โมง  จุดนี้รถมาถึงนี้  กี่โมงจะมาถึงเรา  คู่มือรถ รา เรือ เมล์หาได้ตามป้ายรถเมล์  หรือ Tourist Information  ไปหยิบเอามาดูเก็บไว้  ตกรถนี่ต้องรถใหม่อีก เค้าไม่มานั่งรอรถกันเป็นชั่วโมง  เมื่อไหร่รถจะมาว้าา....  ก่อนรถมา 5-10 นาที เค้าจะมานั่งรอกัน  การคมนาคมประเทศที่พัฒนาแล้วสะดวกสบาย  รู้เวลาล่วงหน้าได้  

ที่เมกามีตั๋วเรียกว่า off-peak เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าชั่วโมงเร่งด่วน  พี่มีประสบการณ์นั่งรถไฟใหญ่  Amtrak นั่งจาก New York  ไป  Virginia Beach  ไม่ได้จองล่วงหน้า  เสียค่าเดินทางเจ็ดพันบาทเกือบแปดพัน  แต่ถ้าพรุ่งนี้เหลือแค่สี่พันบาท  ก้อไม่คิดจะหาโรงแรมนอนนะ  จะไปให้ได้  รีบจัด ก็ต้องเสียตามนั้น  นี่คือตั๋วในชั่วโมงเร่งด่วนน....วางแผนการเดินทางดีที่สุด  

ถ้าใครมี Student Card  >>> International Student Identity Card - ISIC
เอาไปลดค่าโดยสารได้   เด็ก Work And Travel  บางบริษัทจะทำบัตรนี้ให้  ถ้าเราเป็นคนเดินทางบ่อย  ซื้อบัตรโดยสารรายสัปดาห์  รายเดือน หรือรายปีไปเลยจะถูกมากกว่ารายวัน  

นอกเมืองที่ไม่ใช่ City เค้าก็จะมี Downtown ในตัวเมืองทุกเมืองแหละ  เพียงแต่ไม่เป็นแบบ City  เท่านั้น  เที่ยวซื้อของได้ตลอด มีห้าง มีแหล่งบันเทิงเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงตรงนี้  ถ้าไม่ได้ไปอยู่ในแถบภูเขาซะก่อน 


การเลือก Area ก็เป็นโอกาสที่จะเปิดโลก  เปิดประสบการณ์ของแต่ละคนด้วย  แต่ไม่ว่าอย่างงัย จะบ้านนอกแค่ไหน ต่างก็มีความสวยงามในมุมนั้นๆ  หาโอกาสเรียนรู้   เที่ยว ทำความรู้จักในมุมต่างๆ ให้มากที่สุดด....ถึงเรียกว่าประสบการณ์  


คำศัพท์  

Amtrak - รถไฟใหญ่  รถไฟที่วิ่งทั่วไปเหมือนรถไฟที่อยู่ในหัวลำโพงเมืองไทยนั่นแหละ  ถ้าเรียกรถไฟเฉยๆ คนอาจเข้าใจได้ว่าเป็น รถไฟใต้ดิน 

railway -  ไปเจอคำนี้รู้เรยว่าเกี่ยวกับรถไฟแน่ๆ 

Subway - รถไฟใต้ดิน  จะเรียก Metro ก็ได้   แต่ป้ายเขียนให้เห็นๆ เลยว่า Subway (รถไฟใต้ดิน  ไม่ใช่ร้านอาหาร) 

Greyhound - เป็นศัพท์ที่เรียกรถบัส  ถ้าเราพูดคำนี้คนเข้าใจมากกว่าคำว่าบัส  ถ้าเราเดินทางไปต่างเมืองโดยรถบัส  ต้องใช้คำนี้ เกรย์ฮาวนด์  เป็นบริษัทรถที่มีขนาดใหญ่  ให้บริการเกือบทุกรัฐในอเมริกา ป๊อบปูลาร์มาก (เป็นชื่อบริษัทรถบัสนะ  ไม่ได้แต่แปลว่าบัส)

Intercity Bus - บัสระหว่างเมือง  จะไปกับบริษัทไหนไม่มีปัญหา  ใช้เรียกรถบัสที่เราจะไปยังต่างเมือง  

นอกจากนี้ยังมีศัพท์แท็กซี่อีก  เมกาเค้าเรียกแท็กซี่ว่าแท็กซี่แหละ  แต่อีกคำคือ "cab" ก็คือ Taxi บางทีเค้าไม่พูดอย่างเรา  เค้าพูดแค่  แค้ป - cab เท่านั้น  

เวลาเราโบกแท็กซี่  ไม่ใช่เอามือเข้าไปกวักๆ เรียก หรือโบกเหมือนที่เราโบกในไทย  แต่ให้ใช้หัวแม่มือชี้ตั้งขึ้น เหมือนกับชมว่ายอดเยี่ยม  เวลาเรียกรถ  เรียกรา  โบกรถฟรี  ทำสัญลักษณ์มือแบบนี้  เรียกว่า hailing


--------------------------------------------------------------------------------------------

ศัพท์เมืองกับนอกเมือง

บ้านนอก  นอกเมือง  ชนบท  ชานเมือง เราจะเจอคำเหล่านี้  -  countryside Country, Rural, Suburb

ในเมือง ตัวเมือง เมืองใหญ่  -   Urban, City, Downtown, 



จบเรื่องเมืองกับชนบท  หวังว่าคงความรู้ให้น้องๆ ได้เลือกนะคะ  


*** ขอบคุณภาพประกอบจากน้องๆ และเพื่อนๆ ที่เคยร่วมชะตากรรมเดียวกัน