แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออแพร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออแพร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Au pair with Driving Licence/ออแพร์กับใบขับขี่



ข้อดีของการเป็นออแพร์อเมริกาอย่างหนึ่งคือ  ได้ขับรถ  ออแพร์บางคนไม่เคยขับรถมาก่อน  บางคนขับแต่ไม่แข็ง  ไม่กล้าเสี่ยง  แต่ทุกคนก็ต้องมีใบขับขี่เพื่อเตรียมตัวเป็นออแพร์อยู่ดี  

การขับรถได้เป็นคุณสมบัติที่โฮสจะเลือกออแพร์ด้วย  ออแพร์ขับรถได้  ทำให้ลดภาระของโฮสต์ลงไปเยอะพอสมควร  โฮสต์หลายคนต้องการให้ออแพร์ขับรถรับส่งน้องไปโรงเรียน  และออแพร์ยังได้อิสระขับรถไปไหนมาไหนเดินทางสะดวกกว่าเดิม

ออแพร์ต้องไปเรียนขับรถ  และสอบเอาใบขับขี่  ก่อนสมัครกับเอเจนซี่จะดีมาก  เพราะโฮสต์จะดูประสบการณ์การขับขึ่ของออแพร์   ใครที่ขับรถเป็นแล้ว  ชำนาญแล้ว  ควรไปสอบใบขับขี่ได้แล้วค่ะ 


ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


และขั้นตอนต่อมาคือการทำใบขับขี่สากล  International Driving License ไม่ยาก แค่เรามีใบขับขี่ในประเทศไทยอยู่แล้ว  ก็ไปทำใบขับขี่สากลได้เลย (บางที่เอเจนซี่ยื่นเรื่องให้) เราจะไปทำเอง หรือมอบอำนาจให้ใครไปทำให้ก้อได้ โดยไม่มีสอบข้อเขียน  หรือสอบขับรถอีกครั้ง 


เอกสารที่ต้องใช้  
1) สำเนาหนังสือเดินทาง เล่มที่ใช้ในการเดินทาง ประวัติหน้าที่แก้ไข (พร้อมฉบับจริง)
2) สำเนาประจำตัวประชาชน (พร้อมฉบับจริง)
3) สำเนาใบขับขี่รถส่วนบุคคล หรือ ตลอดชีพ (พร้อมฉบับจริง)
4) รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) ถ่ายรูปหน้าตรง ไม่สวมหมวกหรือสวมแว่นตาสีเข้ม, ไม่มีภาพวิวหลังรูป
5) สำเนาหลักฐานการแก้ไขชื่อ- สกุล (ถ้ามี)
6) ค่าธรรมเนียม 505 บาท

 กรณีไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตนเอง ให้เตรียมหลักฐาน ดังนี้
1) ใบมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท
2) สำเนาบัตรประชาชน ของผู้รับมอบอำนาจ

 ถึงแม้เรามีใบขับขี่สากลแล้วก้อเหอะ  เอาเข้าจริงๆ เราก้อต้องไปสอบใบขับขี่ที่อเมริกา (ประจำรัฐ)
1.สอบข้อเขียน
2.สอบขับรถ
3.ไม่มีอบรม สอบผ่านรับใบขับขี่ได้เลย 

เป็นออแพร์ต้องมีใบขับขี่  แต่ใบขับขี่สากลจำเป็นหรือไม่ต้องถามเอเจนซี่ อยู่เมกาต้องไปสอบใบขับขี่ประจำรัฐอีกครั้ง  ส่วนตัวพี่คิดว่ามีไว้ดี  มีเผื่อๆ ไว้ สำหรับ Roadtrip เวลาไปประเทศอื่น เผื่ออยากขับรถเที่ยว  ก้อใช้ใบขับขี่สากลคู่กับใบขับขี่บ้านเกิดเท่านั้น

ที่อเมริกาใช้ใบขับขี่  แทนไอดีได้โดยที่เราไม่ต้องแบกพลาสปอร์ตไปมาหรือกลัวหาย  

คลิกที่เว็บนี้  มีตัวอย่างข้อสอบของเมกา www.dmv.com 

*** จริงๆ ออแพร์หลายคนมีใบขับขี่สากลก็จริง  แต่ไม่เคยได้ขับรถ  เพราะไม่อยากเสี่ยงกับพื้นที่ไม่คุ้นเคย กับมีปัญหาการใช้รถกับโฮส  อยู่ในที่ๆ การคมนาคมเข้าถึงตลอดเวลา  

ถึงยังไงก็แล้วแต่  ออแพร์ไม่จำเป็นต้องขับรถ  ขึ้นอยู่กับโฮสแต่ละบ้านว่าอยากให้ออแพร์ขับหรือเปล่า สำหรับบางคนการสอบใบขับขีเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายเหมือนกัน   จัดว่าเป็นอีกข้อดีของการเป็นออแพร์ในอเมริกา  


ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากกรมขนส่งทางบก 



วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Different between Work and Travel and Aupair


ความแตกต่างระหว่าง  work and travel กับ Au pair 

work and travel ต่างจากออแพร์ ตรงที่การกลับเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง กลับมาอีก 2 ครั้งยังได้ ไม่มีกฎห้าม

การทำงานของ work and travel ห้ามเป็นคนสวน พี่เลี้ยงเด็ก ทำงานตามบ้าน แต่ทำกับบริษัท ร้านค้า องค์กร โรงแรมได้หมด

ส่วนออแพร์ ต้องมีนายจ้างเดียว ทำกะโฮสห้ามทำกะนายจ้างอื่น และกลับมาเป็นออแพร์อเมริกาอีกครั้ง ไม่ได้ ออแพร์อเมริกาเป็นได้ครั้งเดียว แถมติดกฎ 2 ปีอีก (ไม่เคยได้ยินว่าออแพร์เมกาเป็นได้แล้วเป็นอีก ไม่เคยเห็นตัวอย่าง)




วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Expect Perks


สิทธิประโยชน์ที่ออแพร์จะได้รับ

นอกเหนือจากออแพร์จะมีห้องนอนเป็นของตัวเอง  มีอาหารการกินแล้ว  ออแพร์ฝรั่ง และตัวพี่เองมีคำแนะนำสำหรับออแพร์มือใหม่ว่า  


1.สิ่งที่โฮสต์ควร offer ให้แก่เรา  เช่น ในอเมริกา  ออแพร์สามารถขับรถ  ใช้รถของโฮสต์ได้  แต่ถ้าโฮสต์ไม่ให้ขับ  โฮสควรจะพาออแพร์ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง  หรือขับรถไปส่ง หรือไม่ก็ให้ยืม  บัตร   travel card ฟรี   ที่ยุโรป  ออแพร์ไม่ได้ขับรถเอง  ระบบในยุโรปมีโรงเรียนที่ใกล้กับบ้านมาก  ออแพร์จะเดินไปรับเด็ก หรือนั่งรถไฟใต้ดินไปรับก็ได้  หรือโฮสต์ต้องการให้ออแพร์ไปจ่ายตลาดบ่อยๆ โฮสต์จะมีบัตร travel card ให้ใช้ติดตัว  กรณีอยู่ในเมือง  การคมนาคมสะดวกสบาย  แต่ถ้านอกเมือง  โฮสจะขับรถไปรับไปส่งตามเวลาที่สะดวก  นี่คือสิ่งที่โฮสต์สามารถทำให้ออแพร์  

2.เรื่องที่พักอาศัยตามกฎเลย  ออแพร์ต้องมีห้องนอนเป็นของตัวเอง  แต่ห้องน้ำจะแชร์ร่วมกันกับโฮสต์ก้อได้  ออแพร์ส่วนใหญ่มีห้องนอนและห้องน้ำเป็นของตัวเอง  บางคนอาจมีครัวเพิ่มด้วย  ออแพร์บางคนไม่มีห้องนอนเป็นของตัวเอง (ผิดกฎ) แต่มีผ้าม่านกันเป็นห้อง แต่ก็อยู่ร่วมกันกับโฮสได้อย่างมีความสุข  โฮสต์อาจจะดี  อาจจะแฟร์  ฝรั่งเค้าจะไม่มายุ่มย่ามอะไรกับพื้นที่ส่วนตัวของเรามาก  จะขออนุญาตหรือบอกกล่าวทุกครั้งหากมาทำธุระอะไรบริเวณที่ส่วนตัวของออแพร์  อีกทั้งเด็กลูกๆ ของโฮสต์ไม่ได้รับอนุญาตให้มาเล่นห้องนอนของออแพร์  คือเค้าเคารพความเป็นส่วนตัวมาก  เด็กที่โตแล้วจะรู้เรื่องนี้  ส่วนเด็กเล็กๆ  ผู้ปกครองจะมีวิธีบอกให้เข้าใจ


ภาพถ่ายจากหน้าต่างห้องนอน  ห้องอยู่ชั้นล่างติดถนน 
มีกระจกรอบด้าน ตอนอยู่กับโฮสต์ในฟาร์ม อากาศสดชื่น วิวดี

3.อาหารการกิน  ปกติออแพร์กินร่วมกันกับโฮสต์มื้อเย็น   แต่มื้อเช้าก็กินแบบตัวใครตัวมัน  เพราะแต่ละคนมีหน้าที่การงาน  ไม่มีใครมาร่วมวงกินเหมือนดินเนอร์ตอนเย็น   ฝรั่งจะกินอยู่ง่ายๆ ซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จเอามาทำกิน  อบ ย่าง ปิ้ง ต้ม  เวฟ ง่ายๆ แต่ก็มีเพียงบางบ้านที่อาจขอให้ออแพร์ทำอาหารให้สัปดาห์ละครั้ง  ออแพร์เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว  ดังนั้น  ออแพร์กินร่วมกับโฮสต์ได้หมด  โฮสต์กินอันไหน  ออแพร์ก้อกินอันนั้น  ไม่มีมาหวง  อนุญาตให้กินได้ตามอัชฌาสัย  หรือบ้านไหนนิยมอาหารไทย  ออแพร์ไปจ่ายตลาดก็ซื้อเข้าทำกินกับโฮสต์ได้  บางบ้านโฮสใจดีจ่ายเงินค่าอาหารให้ออแพร์เอาบิลมาเบิกได้


 โฮสบางบ้านชอบกินอาหารไทย  จัดเมนูยอดฮิตผัดไทยให้ซ้าา ...

                      
 ครอบครัวจะกินอาหารแบบพร้อมหน้าพร้อมตา  รวมทั้งออแพร์ด้วย
   


 อร่อยเด็ดเมนูนี้

ไวน์ขาวไร้สารพิษแก้วนี้

                                                     
4.เรื่องการเรียน  ปกติออแพร์จะต้องได้เรียน  ที่อเมริกาออแพร์ต้องได้เรียนภาษาหรืออะไรก็ได้เลือกเรียนตามชอบตามสะดวก   สถานที่เรียนขึ้นอยู่กับออแพร์  แต่ใกล้บ้านสะดวกที่สุด  ออแพร์ในอเมริกาทำงานค่อนหนัก  ดังนั้นสถาบันจึงมีคอร์สเรียนตอนเย็นให้ด้วย  ออแพร์ต้องเรียนให้ครบ 6 หน่วยกิต หรือ 800 ชั่วโมง  เวลาเรียนตกลงกับโฮสเอง  บางเอเจนซี่บังคับเลยว่าออแพร์ต้องลงเรียน  ถ้าไม่เรียนจะไม่ได้เงินค่ามัดจำ  500  USD  คืน ตั๋วขากลับต้องออกเอง  อันนี้เป็นสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ของออแพร์  ในยุโรปออแพร์จะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ (หลายคนไม่เรียน  ทำงานเหนื่อย ที่เรียนไกลบ้าง อะไรบ้าง โฮสไม่ให้เรียนบ้าง)  แต่ไม่มีการหักค่าโครงการคืน  ออแพร์บางคนไม่เรียน  โฮสต์ดีใจ ไม่ต้องจ่ายค่าเรียนให้ออแพร์ ประหยัดค่าใช้จ่ายไป  แต่ออแพร์บางคน  โฮสต์ก้อไม่ให้เรียน  เพราะเห็นว่าเป็น "แค่ออแพร์"  เรียนไปทำไม (จริงๆ ไม่ได้นะ  ต้องเรียกร้องเรียนให้ได้  โฮสทำไม่ถูก  ขี้เหนียว) โฮสและออแพร์ต้องจัดสรรเวลาที่เหมาะสม  ยืดหยุ่น  ออแพร์หาเวลาเรียนโฮสจะต้องปรับตารางบางอย่างให้เหมาะสมกับออแพร์ด้วย  ไม่ใช่ว่าตามกฎได้เรียน  แต่ถึงเวลาจริง  เราต้องถามย้ำก่อนแมชว่าเราได้เรียนหรือไม่  ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก่อนแมชควรขอดูตารางทำงานของเราด้วย  ถามให้ชัด  ถามให้เคลียร์เพื่อประโยชน์กับเราเอง  

*** ถ้าออแพร์ไม่เรียนเอง  หรือโฮสไม่ส่งให้เรียน  เวลาผ่านไปแล้ว  ออแพร์ไม่สามารถเรียกร้องค่าเล่าเรียนเป็นเงินสดได้  ผ่านแล้วผ่านเลย  ดีที่สุด  ออแพร์ต้องใช้สิทธิ์นี่้ให้เป็น  เพื่อเปิดโลกทัศน์  จะได้มีเพื่อนเพิ่มขึ้น  เรียนรู้อะไรใหม่ๆ   



ไข่คน ฝีมือโฮสแม่ทำ มื้อเช้า  ออแพร์ก็กินด้วย



มะกะโรนีร้านอิตาเลียน  ไปกินกับโฮสต์



5.จิปาถะอื่นๆ เช่นค่าโทรศัพท์  ออแพร์ควรออกเอง  แต่บางโฮสใจดี  ช่วยค่าโทรศัพท์ออแพร์ก็มี  โฮสบางคนอาจมีซิมการ์ดให้ออแพร์ใช้ฟรี  ไม่ต้องเสีย   อันนี้ขึ้นอยู่กับความใจดีของโฮส  ไปเรียกร้องไม่ได้   จิปาถะอื่นๆ เช่นบางบ้าน โฮสต์มีทีวี  ตู้เย็น  คอมพิวเตอร์ให้เล่นฟรี   ของพี่โฮสให้ยืมไอโฟนบ้าง  ไอแพดบ้าง  แม็คบุ๊คบ้าง  ให้ยืมหมดไม่ขี้เหนียว 



เมนูอิตาเลียนเค้า  ร้านคนอิตาลีจริงๆ ทีเมือง Søn Norway


พิซซ่านี่ก้ออแพร์กิน  มังสวิรัติหมด
6.ค่าตั๋ว  ค่าวีซ่า  ออแพร์อเมริกาต่างจากยุโรปตรงนี้  ไม่มีเอเจนซี่หรือโฮส  ออกให้ขาไป ค่าตั๋ว หรือค่าปฐมนิเทศน์  หรืออยู่จนจบโครงการถึงได้ค่าตั๋วขากลับ  พร้อมใบประกาศออแพร์กลับมาด้วย  แต่ออแพร์ยุโรป  เป็นผู้ออกค่าตั๋ว  ค่าวีซ่าเองแต่ออแพร์อาจตกลงกับโฮสให้ช่วยวีซ่าหรือออกคนละครึ่งก็ได้  อยู่ที่การตกลงว่าโฮสจะ offer เราหรือเปล่า ถ้าไม่เราต้องออกเอง  โฮสส่วนใหญ่จะเจอคำถามแบบนี้จากออแพร์  รวมทั้งเอเจนซี่ด้วย  ทางเอเจนซี่จะบอกโฮสทางอีเมล์ว่า หน้าที่ของออแพร์ควรจ่ายค่าตั๋วเอง หรือออแพร์ถามเอเจนซี่  เค้าจะเซย์ "โน" ทันที  เค้าไม่อยากให้โฮสจ่ายเยอะ  เนื่องจากเค้าจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆ กับเอเจนซี่แล้ว  

สิทธิประโยชน์ที่ออแพร์ควรได้รับตามที่ออแพร์รับรู้แหละ แต่พิเศษว่าโฮสจะ offer  อะไรให้  ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและหน้าที่ทั้งออแพร์และโฮสต์เองใครเป็นออแพร์จะได้ยินคำนี้บ่อยๆ "Flexible" ออแพร์ไทยนิสัยขี้เกรงใจ บางคนถูกเอาเปรียบเพราะความเกรงใจ พี่ไม่ได้ให้ออแพร์เรียกร้องกับโฮสแต่เอามาเป็นแนวปฎิบัติให้เหมาะสม ได้รู้ว่าควรได้รับสิทธิประโยชน์อะไรออแพร์ฝรั่งที่ไม่ได้มาจากประเทศยากจน หรือมาจากญี่ปุ่นจุดประสงค์เพื่อท่องเที่ยวมีประสบการณ์นั่นนี่ แลกเปลี่ยน ฯลฯ ตามวัตถุประสงค์ของออแพร์จะไม่ค่อยถูกเอาเปรียบ  เพราะเข้าใจคำว่าออแพร์อย่างดี ดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมกับที่เป็นออแพร์ และต่อรองเป็นเพราะเค้ารู้ว่าเค้ามาทำอะไร ไม่มีคำว่าเกรงใจ ถ้าพูดก็คือพูดเลยดังนั้นโฮสเองก็ปฎิบัติแตกต่างระหว่างออแพร์เอเชียออแพร์ฝรั่งที่มาจากประเทศยากจน เช่นเปรู  หรือออแพร์จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นออแพร์เยอรมัน  ออแพร์ฝรั่งเศส
ออแพร์ญี่ปุ่น  


ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้อง
1.Perks  - สิทธิประโยชน์/ผลประโยชน์/สิทธิพิเศษ
2.offer  - เสนอ  นำเสนอ  มอบ 
3.Flexible - ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม 


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Choosing Location City or Country.



สำหรับออแพร์   ตัวช่วยที่จะเลือก  Host family อีกอย่างก็คือ Area หรือพื้นที่  ที่เราจะไปอยู่ด้วย  ออแพร์หลายคนตื่นเต้น  อยากไปเที่ยว  ไปแฮงค์เอาท์  แต่บางคนก็ชอบอยู่กับธรรมชาติ  การเลือกสถานที่ก็มีความสำคัญ  เป็นปัจจัยที่จะเลือกโฮสต์ด้วย  (ไม่แค่ออแพร์ นักเรียนที่ไปนอกก็ควรรู้) 



เปรียบเทียบให้ดูระหว่างเมืองกับนอกเมือง 

City - การคมนาคมสะดวกสบาย ถ้าอยู่ใน Downtown เช่นนิวยอร์ค วอชิงตัน บอสตัน  ชิคาโก เมืองใหญ่ ไม่ต้องพูดถึง Subway, Amtrak แท็กซี่ บัส เมล์ วิ่งกันตลอด อย่างเมืองหลวงออสโลนอร์เวย์ ซื้อตั๋วเดียวไปได้ทั้งโซนที่เค้ากำหนด กว้างมาก ไม่ต้องซื้อเพิ่ม ตั๋วเดียวเที่ยวทั่ว ทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟใหญ่ บัส หรือแม้กระทั่งเรือข้ามฟาก (ตั๋วมีระยะเวลา ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋ว) แต่ถ้าออกจากโซนเมืองหรือไกลกว่านั้น ขึ้นลงแต่ละอย่างจ่ายทุกครั้ง  


Country - รถ เรือ มาเป็นเวลา ถ้าเรากลับดึกดื่นตกรถตกรา รอทีเหงือกแห้ง ยิ่งถ้าดึกขอโทษค่ะ รถหมด แท็กซี่เท่านั้น  แท็กซี่นอกเมือง ไม่ใช่อยู่ๆ เดินไปโบกนะ  ที่เมกาต้องโทรจอง ถ้ารู้ว่ากลับไม่ทัน แต่นอร์เวย์ไม่ต้อง  แค่สบตาพี่แท็กซี่ก้อมาแล้ว  พี่เค้ารู้งาน  สตาร์ท 500 บาท  จะไกลจะใกล้ 50 เมตรก็ 500 บาท  ที่นอร์เวย์นะ  นั่งบ่อย  

ส่วนแท็กซี่ที่่สนามบิน  ถ้าเราเดินออกมาสักหน่อย  จะมีคิวแท็กซี่จอดเต็มตามคิวอยู่  เข้าไปเรียกได้ ไปประเทศไหนก็เห็นแท็กซี่เรียกได้เลย  มีแต่ประเทศเรานี่แหละลองไปทะเลอทะล่าเรียกแท็กซี่คันที่หลงเข้ามาในสนามบินสิ  แท็กซี่คันนั้นโดนเละเลย  

*Taxi เมกาเหมือนบ้านเราที่ไหน  ไปกี่คนก็ยัดได้หมด  ที่นี่นั่งตามเบาะ  รวมคนขับนั่งได้แค่ 4 คน  เกินนั้นต้องเรียกแท็กซี่คันใหญ่  มานั่งยัดเยียดเบียดเสียดขี่กันบนตักเหมือนบ้านเราไม่ได้  

** ต้องจ่าย Tip ด้วย ไม่ใช่พอถึงที่สะบัดตูดไป   พี่แกจะตามไม่ลดละเลย  ธรรมเนียมเมกาต้องจ่ายทิป อยู่ที่ประมาณ 10%  ดูดีหน่อยจ่ายไป 15% อย่าว่าแต่แท็กซี่เลย  สากกะเบือเรือรบ  อะไรที่เกี่ยวกับบริการควรให้ทิปเค้า  เช่นตัดผม  ไปพักค้างที่โรงแรม  ไปสั่งอาหารกินที่ร้าน ก็ต้องทิป  จะเป็นร้านจีนร้านเวียดนามก็ควรให้ทิป  

City - ไม่เหงามีผู้คนพลุกพล่าน  ไปไหนก็คน  มีร้านอาหาร  แหล่งช็อปปิ้ง สถานบันเทิง แหล่งเอ็นเตอร์เทนต่างๆ  เพื่อนๆอยู่ในเมืองกันเยอะ  แต่สิ่งแวดล้อมเป็นพิษเยอะกว่า  ผู้คนเร่งรีบขวักไขว่ เฉยเมยมากกว่า  

Country -  หว่าเว้  เหงา  สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย  แต่ปรับตัวสักพักก็ชิน จะรู้สึกว่า โอ้โห บ้านนอกนี่ยอดเยี่ยมนะ  ทั้งสงบ  ธรรมชาติก็สวย  มีเวลาอ่านหนังสือ ทำโน่นนี่นั่น พักผ่อนได้เยอะเลย  ผู้คน  สิ่งแวดล้อมเป็นมิตร  ผู้คนจิตใจดีกัน  เพราะเค้าอยู่กับธรรมชาติมากกว่า 

City - อยู่ในเมือง  ถึงบางที่ตั๋วเดียวเที่ยวได้โลด  อย่าลืมว่าเวลาเราไปในเมือง  อดที่จะไม่เที่ยว ช็อปปิ้งกระหน่ำซัมเมอร์ได้หรือเปล่า  ต่อให้ค่าเดินทางน้อย  แต่ค่ากิน ค่าเที่ยว  สิ่งล่อตาล่อใจเยอะ  เงินจะเหลือมั้ยเนี่ย...  

Country -  เก็บตังค์ได้เยอะกว่า  เพราะเราไม่ได้ไปช็อปตลอด  อยู่บ้านบ้างอะไรบ้าง  มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น  เก็บตังค์ไว้เที่ยวทีเดียว  เวลาเราได้วันหยุดเยอะๆ ไปเลยค่ะ  เอางบนี้ไปเที่ยวเลย 

City - มีแสงสีบันเทิง จัดงานบ่อย  สำหรับคนชอบเที่ยว อันนี้ดีมาก  แต่เหนื่อยหน่อย  ต้องตื่นเช้ามาทำงาน  ยิ่งเป็นออแพร์ต้องเก็บหอมออมแรงกับเด็กอีก

Country - อุ๊ย อย่าว่าคันทรีไม่มีนะคะ  แสงสีเค้าก็จัดตลอดเหมือนกัน  แต่เราต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสาร อย่าลืมไปว่าผู้คนก็ชอบเที่ยว  เค้าต้องมีกิจกรรมอะไรบ้างแหล่ะ ตามรัฐ ตามเมืองที่เราอยู่ เราก็ไปแจมประปรายได้  

City - ส่วนใหญ่เดินทางโดยขนส่งต่างๆ ไม่ค่อยได้ออกกะลังกายขี่จักรยาน  บางที่อาจขี่ แต่คนจอแจเหลือเกิน  อากาศก็แย่งกันสูด  

Country - ได้ขี่จักรยาน  สูดอากาศเต็มปอด ไม่ต้องห่วง  มีเลนจักรยานให้ สูดเข้าไปอากาศต่างประเทศ  โอโซนเยอะกว่า

จะอยู่ในเมืองหรือจะอยู่นอกเมืองก็ต้องวางแผนการเดินทางทั้งนั้น  อเมริกาเดินทางสะดวกก็จริงแต่ว่า ต้องตรงเวลา  กางแผนที่ไว้เลย แผนที่รถจะมากี่โมง  จุดนี้รถมาถึงนี้  กี่โมงจะมาถึงเรา  คู่มือรถ รา เรือ เมล์หาได้ตามป้ายรถเมล์  หรือ Tourist Information  ไปหยิบเอามาดูเก็บไว้  ตกรถนี่ต้องรถใหม่อีก เค้าไม่มานั่งรอรถกันเป็นชั่วโมง  เมื่อไหร่รถจะมาว้าา....  ก่อนรถมา 5-10 นาที เค้าจะมานั่งรอกัน  การคมนาคมประเทศที่พัฒนาแล้วสะดวกสบาย  รู้เวลาล่วงหน้าได้  

ที่เมกามีตั๋วเรียกว่า off-peak เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าชั่วโมงเร่งด่วน  พี่มีประสบการณ์นั่งรถไฟใหญ่  Amtrak นั่งจาก New York  ไป  Virginia Beach  ไม่ได้จองล่วงหน้า  เสียค่าเดินทางเจ็ดพันบาทเกือบแปดพัน  แต่ถ้าพรุ่งนี้เหลือแค่สี่พันบาท  ก้อไม่คิดจะหาโรงแรมนอนนะ  จะไปให้ได้  รีบจัด ก็ต้องเสียตามนั้น  นี่คือตั๋วในชั่วโมงเร่งด่วนน....วางแผนการเดินทางดีที่สุด  

ถ้าใครมี Student Card  >>> International Student Identity Card - ISIC
เอาไปลดค่าโดยสารได้   เด็ก Work And Travel  บางบริษัทจะทำบัตรนี้ให้  ถ้าเราเป็นคนเดินทางบ่อย  ซื้อบัตรโดยสารรายสัปดาห์  รายเดือน หรือรายปีไปเลยจะถูกมากกว่ารายวัน  

นอกเมืองที่ไม่ใช่ City เค้าก็จะมี Downtown ในตัวเมืองทุกเมืองแหละ  เพียงแต่ไม่เป็นแบบ City  เท่านั้น  เที่ยวซื้อของได้ตลอด มีห้าง มีแหล่งบันเทิงเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงตรงนี้  ถ้าไม่ได้ไปอยู่ในแถบภูเขาซะก่อน 


การเลือก Area ก็เป็นโอกาสที่จะเปิดโลก  เปิดประสบการณ์ของแต่ละคนด้วย  แต่ไม่ว่าอย่างงัย จะบ้านนอกแค่ไหน ต่างก็มีความสวยงามในมุมนั้นๆ  หาโอกาสเรียนรู้   เที่ยว ทำความรู้จักในมุมต่างๆ ให้มากที่สุดด....ถึงเรียกว่าประสบการณ์  


คำศัพท์  

Amtrak - รถไฟใหญ่  รถไฟที่วิ่งทั่วไปเหมือนรถไฟที่อยู่ในหัวลำโพงเมืองไทยนั่นแหละ  ถ้าเรียกรถไฟเฉยๆ คนอาจเข้าใจได้ว่าเป็น รถไฟใต้ดิน 

railway -  ไปเจอคำนี้รู้เรยว่าเกี่ยวกับรถไฟแน่ๆ 

Subway - รถไฟใต้ดิน  จะเรียก Metro ก็ได้   แต่ป้ายเขียนให้เห็นๆ เลยว่า Subway (รถไฟใต้ดิน  ไม่ใช่ร้านอาหาร) 

Greyhound - เป็นศัพท์ที่เรียกรถบัส  ถ้าเราพูดคำนี้คนเข้าใจมากกว่าคำว่าบัส  ถ้าเราเดินทางไปต่างเมืองโดยรถบัส  ต้องใช้คำนี้ เกรย์ฮาวนด์  เป็นบริษัทรถที่มีขนาดใหญ่  ให้บริการเกือบทุกรัฐในอเมริกา ป๊อบปูลาร์มาก (เป็นชื่อบริษัทรถบัสนะ  ไม่ได้แต่แปลว่าบัส)

Intercity Bus - บัสระหว่างเมือง  จะไปกับบริษัทไหนไม่มีปัญหา  ใช้เรียกรถบัสที่เราจะไปยังต่างเมือง  

นอกจากนี้ยังมีศัพท์แท็กซี่อีก  เมกาเค้าเรียกแท็กซี่ว่าแท็กซี่แหละ  แต่อีกคำคือ "cab" ก็คือ Taxi บางทีเค้าไม่พูดอย่างเรา  เค้าพูดแค่  แค้ป - cab เท่านั้น  

เวลาเราโบกแท็กซี่  ไม่ใช่เอามือเข้าไปกวักๆ เรียก หรือโบกเหมือนที่เราโบกในไทย  แต่ให้ใช้หัวแม่มือชี้ตั้งขึ้น เหมือนกับชมว่ายอดเยี่ยม  เวลาเรียกรถ  เรียกรา  โบกรถฟรี  ทำสัญลักษณ์มือแบบนี้  เรียกว่า hailing


--------------------------------------------------------------------------------------------

ศัพท์เมืองกับนอกเมือง

บ้านนอก  นอกเมือง  ชนบท  ชานเมือง เราจะเจอคำเหล่านี้  -  countryside Country, Rural, Suburb

ในเมือง ตัวเมือง เมืองใหญ่  -   Urban, City, Downtown, 



จบเรื่องเมืองกับชนบท  หวังว่าคงความรู้ให้น้องๆ ได้เลือกนะคะ  


*** ขอบคุณภาพประกอบจากน้องๆ และเพื่อนๆ ที่เคยร่วมชะตากรรมเดียวกัน 

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Questions and Answers about agency 3


ต่อเรื่องเอเจนซี่กะออแพร์
1.วิธีได้โฮสเร็วๆ นอกจากเว็บแล้วทางไหนได้อีก
ตอบ อีกช่องทางนึง คือสมัครกะเอเจนซี่อื่นที่เชื่อถือได้ และคิดว่ามีโฮสต์ลูกค้าเยอะกว่า (ในกรณีไม่แคร์เรื่องเงิน) อันนี้เสียค่าสมัครเพิ่ม ทุกเอเจนซี่ดำเนินการเหมือนกันเป๊ะ เพียงแต่ว่าเราจะได้แมชกะเอเจนซี่ไหน

2.ถ้าบังเอิญเอเจนซี่ใหม่ที่เราสมัครไป แมชโฮสก่อนเอเจนเดิม ขอเงินคืนจากเอเจนเดิมได้ไหม 
ตอบ ไม่ได้ค่ะ ค่าสมัคร non - refundable ไม่ได้คืนไม่ว่ากรณีใดๆ บางเอเจนซี่ปั๊มบอกไว้ในบิลให้เราเห็นตอนจ่ายเงินเรย

3.มีมั้ยที่เราจะไม่มีโอกาสแมช
ตอบ แทบจะไม่มี ถ้าเราใช้บริการผ่านเอเจนซี่ได้แมชแน่นอน เพียงแต่ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับโปรไฟล์ คอนเนคชั่นระหว่างเอเจนซี่ไทยกะเอเจนท์นอกด้วย ปริมาณโฮสกะออแพร์ เวลา ช่วงวันเทศกาลของฝรั่ง จังหวะ ฯลฯ  อะไรประมาณนี้แหละ

เอเจนซี่จะพยายามหาโฮสต์ให้เราตลอด เพื่อให้เราแมช  เพราะทั้งโฮสต์และเราคือลูกค้าของเอเจนซี่ ฉะนั้นได้แมชแน่ๆ ไม่ต้องกลัว เพื่อช่วยทั้งเราและเอเจนซี่ ไปเมกาควรสมัครตั้งแต่เนิ่นๆ

หวังว่าน้องๆ คงสบายใจและเคลียร์คำถามตอบเรื่องเอเจนซี่กะออแพร์ ที่นี่อ่านฟรีค่ะ 


ขอบคุณภาพจาก http://www.resumeok.com/

Questions and Answers about agency 2


ต่อเรื่องเอเจนซี่ เกี่ยวกับออแพร์อยู่ เขียนค้างไว้ไม่จบ เป็นคำถามจากอินบ๊อกซ์รวมๆ เหมือนกัน โพสต์นี้ค่อนข้างสำคัญ เอามาแชร์คำถามตอบที่นี่

1.บางคนทำไมสมัครหลายเอเจนซี่ 
ตอบ เค้าสมัครแค่เอเจนซี่ที่ไทยที่เดียว (เป็นความรู้ ถ้าสมัครหลายเอเจนซี่ก็ต้องเสียค่าสมัครใหม่อีก) แต่สมัครไว้หลายเว็บที่หาโฮสต์ได้ทั่วไป เอาไว้เป็นตัวเลือก

2.มีผลกระทบกับเอเจนซี่มั้ย
ตอบ มีค่ะ ทุกเอเจนซี่ทั้งไทยและเทศไม่อยากให้เราหาโฮสต์เอง เพราะเค้าจะขาดลูกค้าไป ตอนที่เราจะแมชกับโฮส เค้าจะเก็บค่าแมชเราตรงนี้ด้วย เท่ากับได้แค่ค่าสมัคร อีกอย่างเสี่ยง เพราะสแปม สแกมเมอร์พวกหลอกลวงไร้สาระก็เยอะ ถ้าหาโฮสจากเมกา จะเจอพวกนี้เยอะกว่ายุโรป

3.เราหาโฮสต์เองได้ใช่มั้ย ถ้าสมัครไปอเมริกา 
ตอบ หาได้ แต่ต้องพาโฮสที่หาไปเข้าโครงการกับเอเจนซี่ก่อน ต้องผ่านเอเจนซี่ดำเนินเรื่องให้ ใครอยากแมชเร็วก็เป็นทางเลือกอีกแบบ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ (กรณีของออแพร์อเมริกา) เพราะโฮสต์หลายคนหาแบบ Live out ไม่ใช่ Live in หรือหาแบบ Part time หรือหาแบบไม่ผ่าน Agency

ขอบคุณภาพจาก www.prowork.com.pl

4.เสียค่าใช้จ่ายหรือเปล่า
ตอบ จะว่าเสียก็เสีย เหมือนจะฟรี แต่ไม่มีเว็บไหนเคยเห็นฟรี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเสีย (ไม่ใช่องค์กรการกุศล) แต่ออแพร์สมัครออนไลน์ฟรีบางเว็บ เวลาแมช โฮสจะเป็นคนจ่ายเงิน เพราะนั่นคือเว็บที่มาจากเอเจนซี่เอง กับออแพร์ไม่เสียก็จริง แต่จะไม่เห็นรายละเอียด เบอร์โท ตารางงานที่ละเอียด หรือการติดต่อกับโฮส (ทั่วไปออแพร์เข้าใจว่าไม่เสีย)

ตัวอย่างเช่น Great Au pair เป็นเว็บที่เปิดโอกาสให้ออแพร์กะโฮสหากันจนเจอ แต่ไม่เห็นที่อยู่ละเอียดหรือเบอร์โทรที่จะติดต่อ วิธีเดียวคือ Add Favorite เมื่อเราชอบโฮสไหนก้อแอ๊ดไป ถ้าโฮสไหนถูกใจเราแอ๊ดตอบตรงกัน ถึงจะส่งข้อความหากันได้ ถ้าโฮสคนไหนไม่ชอบ ก็ปฎิเสธเรา เมล์จะส่งมาบอกว่าเสียใจด้วย โฮสกะยูไม่แมชกัน ถ้าโฮสที่เราชอบปฎิเสธเราล่ะ ขั้นตอนนี้เราต้องจ่ายเงิน เพื่อติดต่อกะโฮสให้่ได้ ถ้าเราชอบมาก
เว็บนี้ไม่มีเก็บเงินค่าแมชจากโฮสเพิ่ม แต่ในส่วน Premium มีรายละเอียดอยู่ อันนี้คร่าวๆ ขั้นตอนแต่ละเว็บที่คล้ายๆ กัน ยกเว้นโปรโมชั่นใหม่ เผื่อใครงงๆ ต้องอ่านนะ ตรงนี้

5.เอเจนซี่จะบล็อกเรามั้ย ได้ยินมาว่าจะบล็อกหากเราหาโฮสต์เอง
ตอบ เอเจนซี่ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นค่ะ สิ่งที่เอเจนซี่ทำได้ คือเตือนว่าการหาโฮสเอง ต้องระวัง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ถ้าเอเจนซี่ทำแบบนั้นแย่มาก เพราะเค้าได้เงินค่าสมัครจากเราไป เราเป็นคนของเรา เค้าต้องดูแลจนกว่าเราจะแมช  



Choosing An Agency


 การเลือกเอเจนซี่  - Choosing An Agency


ข้อแนะนำในการเลือกเอเจนซี่สำหรับนักเรียนที่อยากไปนอก ไม่เฉพาะแค่ออแพร์ ภาพประกอบตอบคำถามได้ชัดเจนมาก

มีข้อแนะนำในการเลือกเอเจนมั๊ยคะ 
ตอบ ยากที่จะรู้เนอะ ว่าเอเจนซี่ไหนดีหรือไม่ดี จนกว่าเราจะจ่ายเงินสมัครไป และติดตามผลเราหรือเปล่า ดูแลลูกค้าดีแค่ไหน สำคัญ วิธีเลือกเอเจนซี่

1.ตรวจสอบชื่อเสียงของบริษัทต่างๆ ว่าเปิดมานานหรือยัง มีประสบการณ์แค่ไหน มีชื่อเสียงหรือเปล่า บางบริษัทเปิดใหม่เฟี้ยว แต่คนสมัครเยอะเพราะดูแลลูกค้าดี พนักงานเคยเป็นออแพร์หรือเด็กแลกเปลี่ยนมาก่อนหรือเปล่า
2.มีคนสมัครไปโครงการต่างๆ กับบริษัทนี้มากแค่ไหน มีรีวิวมั้ย มีเสียงตอบรับแบบไหน บริษัท เว็บไซต์เป็นยังไง ให้ข้อมูลเพียงพอหรือเปล่า
3.ถามรุ่นพี่หลายๆ คนที่เคยไปมาแล้วว่า ไปบริษัทอะไร ทำไมถึงเลือก
4.สอบถามบริษัทที่สนใจคร่าวๆ ว่ามีรายละเอียดยังไง เข้าไปฟังรายละเอียดกะเอเจนท์ได้เลย ถ้าเค้าโน้มน้าวให้เราสมัครตอนนั้น ก็ถามเค้าว่า เอเจนซี่ช่วยเรื่องอะไรบ้าง เช่นอะไร หรือเวลาไปแล้วมีปัญหาเอเจนช่วยมั้ย
5.สำคัญที่สุด ตรวจสอบดูว่าเอเจนซี่คิดค่าใช้จ่ายอะไรเราบ้าง ค่าสมัคร ค่าตรวจเอกสาร ค่าสัมภาษณ์ภาษา ค่านั่นโน่นนี่ ให้เค้าแจกแจงมา หรือขอใบรายละเอียดจากเค้า
เอเจนช่วยได้แค่เรื่องเตรียมเอกสาร ติดต่อกับฝั่งทางเอเจนซี่เมืองนอก แต่ไม่ได้ช่วยให้เราผ่านวีซ่า ตามนั้นค่ะ

"เลือกเอเจนซี่ที่เทคแคร์เรา  เอาใจใส่เรา"  คือเอเจนซีที่ดีที่สุด  


                                       ขอบคุณภาพจาก www.be-au-pair.de/

Why Choose Agency?

ทำไมถึงเลือกใช้เอเจนซี่  

ไม่ใช่แค่น้องๆ ทีเ่ป็นออแพร์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้ที่จะสมัครเรียนต่างประเทศ  หรือไปทำอะไรสักอย่างที่ต่างประเทศ   ให้คำแนะนำกับคนที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย เด็กไทยหลายคน อยากไปเรียนต่างประเทศ หลายคนเลือกที่จะใช้บริการเอเจนซี่เพราะ  สะดวก  ง่าย  เร็ว  ประหยัดเวลา  ไม่ต้องคิดมาก ช่วยตรวจเอกสาร  ตอบคำถามเราได้



ขอบคุณภาพจาก  www.asli.org.uk



ข้อดีของการใช้บริการเอเจนซี่  คือ


1.เอเจนซี่มีลูกค้าในมืออยู่แล้ว  มีดีลกับเอเจนซี่อื่นในต่างประเทศ  หรือดีลกับมหาวิทยาลัยที่เราต้องการสมัครเรียนโดยตรง  หาข้อมูลต่างๆ มาให้  ผู้ที่สมัครเรียนมหาวิทยาลัย  เรียนภาษา  เรียนคอร์สระยะยาว ระยะสั้น  ที่อยู่  เมือง  ข้อมูลสารพัดที่เราต้องรู้  เอเจนซี่จะเตรียมให้  ถ้าเราทำเองข้อมูลไม่มากพอ  เราไม่ได้เป็นเอเจนซี่นี่คะ  เราจะไปโควกับใครได้  นอกจากหาโฮสหางานตามเว็บ

2.เอกสารต่างๆ เอเจนซี่จะช่วยดู  ถ้าเค้าทำโครงการไหนเค้าจะรู้ว่าเอกสารต้องมีอะไรบ้าง  เช่นโครงการออแพร์  โครงการเวริ์ค  โครงการเรียนต่อนอก ฯลฯ  อย่างออแพร์ที่สมัครกับเอเจนซี่ต้องเขียนจดหมายหา Host family บางทีออแพร์ไม่รู้หรอกว่าอันไหนผิดถูก  หรือประโยคสละสลวยหรือเปล่า  ไวยากรณ์ถูกมั้ย  อันนี้เอเจนซี่จะช่วยตรวจโปรไฟล์  แกรมมาร์  ตัดทอนประโยคที่เวิ่นเว้อของเราออกไป  ให้ภาษาดูกระชับ  เข้าใจง่าย  ถูกต้อง

3.แทนที่เราจะต้องมาเสียเวลาทำเอกสาร  หรือหาดูว่าเอกสารมีอะไร  แถมภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่สามที่เราจะไปอยู่ในประเทศนั้นๆ อ่อนอีก  ตรงนี้เอเจนซี่จะช่วยหมด  ทำให้หมด  กรอกข้อมูล  สมัครออนไลน์  จ่ายค่าวีซ่า  แทนที่เราจะทำ  เอเจนซี่ทำให้หมด

4.เอเจนซี่เป็นผู้จัดการและอัพเดตโปรไฟล์ให้เราจากนั้นติดต่อเราอีกที  ถ้ามีนายจ้างสนใจ  เค้าจะเป็นตัวกลางติดต่อมาที่เรา   หรือเค้าจะส่งอีเมล์หานายจ้าง  ติดต่อมหาวิทยาลัย  หรือเกลาภาษาเราให้ถูกต้อง แล้วเราอาจจะส่งอีเมล์ไปถึงนายจ้างเอง  (แต่เป็นภาษาที่ผ่านเอเจนซี่แล้ว)

5.คนที่ไม่รู้ว่าจะเรียน  จะเลือก  จะทำอะไร  รัฐไหน  ยังไง  อยู่ยังไง  เอเจนซี่ถามความสนใจ  แนะแนวให้หมด  รวมทั้งคนที่จะยื่นวีซ่า  เอเจนซี่มีเตรียมตัวตอบคำถามให้  มีไกด์ไลน์  ต้องตอบยังไง  เตรียมเอกสารวีซ่าแบบไหน  เอเจนซี่มีประสบการณ์มากกว่าเรา  พนักงานหลายคนในโครงการต่างก็เคยมาต่างประเทศด้วย

6.ลดความเสี่ยง  กรณีออแพร์หาโฮสต์เอง  บางคนเจอสแปม  เจอสแกมเมอร์  เจอบ้าๆ บอๆ เจอคนที่ใช้ประโยชน์จากเว็บมามั่วๆ ทำเป็นหาออแพร์  หลอกนั่นหลอกนี่  หลอกให้เราเสียเวลาคุย  เอเจนซี่จะสแกนตรงนี้ให้  โฮสที่ผ่านเอเจนซี่ไม่ใช่พวกสแปมแน่นอน  (แต่ไม่รับประกันว่าโฮสต์ดีไม่ดีจนกว่าเราจะได้ไปอยู่ด้วย)


การเลือกใช้เอเจนซี่ถือว่าเป็นประโยชน์พอสมควรสำหรับผู้ที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย  หรือยังไม่ค่อยเข้าใจ  พี่แนะนำว่าให้ใช้เอเจนซี่จะประหยัดเวลาได้เยอะ

Questions and Answers - ตอบคำถามเกี่ยวกับเอเจนซี่  คลิกลิงค์ข้างล่าง 








วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Au pair America and Europe



Au pair Part 4 :   วันนี้สรุปความแตกต่างระหว่างออแพร์อเมริกากับยุโรป ไว้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากเพิ่มเติมภาษาอังกฤษจริงๆ หรือคนที่ไม่เคยเป็นออแพร์มาก่อน แนะนำให้ไปอเมริกาค่ะ จบโครงการแล้วมาต่อที่ยุโรปได้ ส่วนยุโรปเค้าจะพูดภาษาอังกฤษในสไตล์เค้า ถ้าอยากได้ภาษาแนะนำเจ้าของภาษาดีที่สุดค่ะ
*** ข้อมูลฝั่งยุโรปไม่ได้จำแนกไว้เป็นประเทศ น้องๆ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประเทศที่เลือกไปได้จากอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อน
ของแต่ละประเทศค่ะ

                                                           คลิกที่ภาพเพื่อขยาย



Au pair Part 5 : สรุปความแตกต่างระหว่างออแพร์อเมริกากับยุโรป ไว้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ
*** เพิ่มเติมนิดหน่อย ยุโรปบางประเทศระยะการทำงานได้แค่ 1 ปี เมื่อหมดสัญญาแล้วสามารถหาโฮสต์ประเทศอื่นๆ ในยุโรปได้เช่นกัน ตามอายุและคุณสมบัติที่กำหนดไว้

*** ข้อมูลฝั่งยุโรปไม่ได้จำแนกไว้เป็นประเทศ น้องๆ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประเทศที่เลือกไปได้จากอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเทศค่ะ


                                                               คลิกที่่ภาพเพื่อขยาย